xxxPay Later ! ซื้อก่อนสะดุ้งทีหลัง !
"ซื้อเลย จ่ายทีหลัง ไม่มีดอกเบี้ย!" คำโฆษณาแบบนี้คุณเคยเห็นไหม? ไม่ว่าจะเป็นตอนช็อปปิ้งออนไลน์ ซื้อเสื้อผ้า อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ หรือแม้กระทั่งสั่งอาหาร มีปุ่มเล็กๆ ที่บอกว่า "แบ่งจ่าย 0%" หรือ "จ่ายเดือนละนิดเดียว"
นี่คือบริการ BNPL ย่อมาจาก Buy Now, Pay Later หรือ "ซื้อก่อน จ่ายทีหลัง" ซึ่งกำลังแพร่หลายอย่างรวดเร็วในประเทศไทยและทั่วโลก ด้วยความสะดวกและดูเหมือนไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่ม ทำให้คนจำนวนมากหันมาใช้บริการนี้
แต่ความจริงแล้ว BNPL อาจเป็นกับดักหนี้สินที่อันตรายมากกว่าที่คิด โดยเฉพาะเมื่อใช้บ่อยๆ และไม่ระวัง
BNPL คืออะไร?
BNPL เป็นบริการทางการเงินที่ให้คุณซื้อสินค้าได้เลยโดยไม่ต้องจ่ายเงินเต็มจำนวนทันที แต่แบ่งจ่ายเป็นงวดๆ โดยปกติจะเป็น 3-4 งวด ในช่วงเวลา 6-12 สัปดาห์
ตัวอย่าง: คุณซื้อรองเท้าราคา 3,000 บาท แทนที่จะจ่ายเต็มจำนวน คุณสามารถเลือกจ่ายเดือนละ 1,000 บาท เป็นเวลา 3 เดือน โดยไม่มีดอกเบี้ย (ถ้าจ่ายตรงเวลา)
บริการ BNPL ที่เป็นที่รู้จักในประเทศไทย เช่น Atome, hoolah, PACE, และอื่นๆ รวมถึงบัตรเครดิตหลายธนาคารก็มีบริการแบ่งจ่าย 0% เช่นกัน
ทำไม BNPL ถึงดูน่าสนใจ?
สะดวกและรวดเร็ว
ไม่ต้องมีบัตรเครดิต ไม่ต้องตรวจเครดิตเข้มงวด สมัครง่ายผ่านแอปฯ ได้อนุมัติภายในไม่กี่นาที
ดูไม่มีต้นทุน
หลายบริการโฆษณาว่า "ดอกเบี้ย 0%" ทำให้คิดว่าไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม
จำนวนเงินต่องวดดูน้อย
แทนที่จะจ่าย 3,000 บาทในคครั้งเดียว แบ่งจ่ายเป็น 1,000 บาทต่อเดือนดูไม่มากและจ่ายได้
ไม่ต้องรอออมเงิน
อยากได้อะไรก็ซื้อได้เลย ไม่ต้องรอเก็บเงิน โดยเฉพาะของที่อยากได้นานแล้ว
โฆษณาและการตลาดดึงดูด
เว็บช็อปปิ้งและแอปฯ โปรโมตบริการนี้อย่างหนัก วางปุ่ม BNPL ไว้เด่นชัด และทำให้ดูเหมือนเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด
อันตรายของ BNPL
แม้จะดูสะดวกและน่าสนใจ แต่ BNPL มีอันตรายหลายอย่างที่คุณควรรู้:
1. ทำให้ใช้จ่ายเกินตัว
เมื่อไม่ต้องจ่ายเงินเต็มจำนวนทันที สมองของเราจะรู้สึกว่าของไม่แพง จึงตัดสินใจซื้อได้ง่ายขึ้น แม้จริงๆ แล้วอาจไม่จำเป็นหรือเกินงบที่วางไว้
การศึกษาพบว่าคนที่ใช้ BNPL มักใช้จ่ายมากขึ้น 20-30% เทียบกับการจ่ายเงินสดทันที เพราะรู้สึกว่าไม่เจ็บกระเป๋า
2. หนี้สินเล็กๆ กลายเป็นภูเขา
ปัญหาใหญ่ของ BNPL คือมันทำให้เราใช้บริการบ่อยๆ โดยไม่รู้ตัว
วันนี้ซื้อรองเท้า แบ่งจ่าย 3 งวด สัปดาห์หน้าซื้อกระเป๋า แบ่งจ่ายอีก 4 งวด เดือนหน้าซื้อหูฟัง แบ่งจ่ายอีก 3 งวด ไม่รู้ตัวก็มีหนี้ค้างจ่ายหลายรายการ
เมื่อถึงเวลาจ่ายในแต่ละเดือน คุณอาจต้องจ่ายหนี้ BNPL หลายรายการพร้อมกัน 1,000 บาทที่นี่ 800 บาทที่นั่น 1,500 บาทอีกที่ รวมกันอาจเป็น 3,000-5,000 บาทต่อเดือน
จำนวนเงินที่ต้องจ่ายต่อเดือนอาจมากจนไม่พอจ่าย
3. ค่าปรับและดอกเบี้ยที่สูงมาก
BNPL โฆษณาว่า "ดอกเบี้ย 0%" แต่นั่นเป็นจริงเฉพาะเมื่อคุณจ่ายตรงเวลาเท่านั้น ถ้าจ่ายช้าแม้แค่วันเดียว คุณอาจโดนค่าปรับและดอกเบี้ยที่สูงมาก
บางบริการคิดค่าปรับครั้งละ 100-300 บาทต่อการจ่ายล่าช้า บางบริการเริ่มคิดดอกเบี้ยย้อนหลังตั้งแต่วันที่ซื้อ ซึ่งอาจสูงถึง 15-25% ต่อปี หรือมากกว่านั้น
ถ้าจ่ายช้าหลายครั้ง ค่าปรับก็จะซ้อนทับกันจนเป็นจำนวนมหาศาล
4. จำยากที่ต้องจ่าย
เมื่อใช้ BNPL หลายรายการ คุณอาจลืมว่าต้องจ่ายอะไรบ้าง จ่ายเมื่อไหร่ บางรายการดึงเงินอัตโนมัติ บางรายการต้องโอนเอง ทำให้สับสนและอาจพลาดชำระ
บางคนต้องจดบันทึกหรือตั้งเตือนหลายตัว แต่ก็ยังพลาดบางครั้ง
5. ส่งผลต่อเครดิตสกอร์
แม้ BNPL ไม่ใช่บัตรเครดิต แต่บางบริการรายงานข้อมูลไปยังบูโรเครดิต ถ้าคุณจ่ายช้าหรือไม่จ่าย มันจะส่งผลเสียต่อเครดิตสกอร์ของคุณ
เครดิตสกอร์ที่แย่ทำให้ในอนาคตคุณอาจกู้บ้าน กู้รถ หรือทำบัตรเครดิตไม่ได้ หรือได้แต่ดอกเบี้ยสูงกว่าคนอื่น
6. วงจรหนี้สินที่ไม่จบ
หลายคนใช้ BNPL เพราะไม่มีเงินจ่ายเต็มจำนวน แต่เมื่อเวลาผ่านไป ยิ่งต้องจ่ายหนี้ BNPL มากขึ้น ก็ยิ่งไม่มีเงินเหลือ จึงต้องใช้ BNPL ซื้อของต่อไปเรื่อยๆ
มันเป็นวงจรอุบาทว์ที่ทำให้ติดกับดักหนี้สินโดยไม่รู้ตัว
7. ไม่ได้คุ้มครองเหมือนบัตรเครดิต
บัตรเครดิตมักมีการคุ้มครองผู้บริโภค เช่น ถ้าสินค้าเสีย มีปัญหา หรือร้านค้าโกง คุณสามารถโต้แย้งและขอคืนเงินได้ แต่ BNPL อาจไม่มีการคุ้มครองแบบนี้
ถ้าสินค้ามีปัญหา คุณอาจยังต้องจ่ายเงินต่อไปเรื่อยๆ แม้จะไม่ได้รับของหรือของเสีย
สัญญาณเตือนว่าคุณใช้ BNPL มากเกินไป
มีหนี้ BNPL มากกว่า 3 รายการพร้อมกัน
ไม่แน่ใจว่าต้องจ่ายเท่าไหร่ในเดือนนี้
ใช้ BNPL ซื้อของจำเป็นประจำวัน เช่น อาหาร
เคยจ่ายช้าหรือพลาดจ่าย
ต้องใช้ BNPL เพราะไม่มีเงินเหลือ ไม่ใช่เพราะเลือกที่จะใช้
รู้สึกเครียดกับการจ่ายหนี้ BNPL ทุกเดือน
ใช้ BNPL ซื้อของที่ไม่จำเป็นเพียงเพราะมีตัวเลือกแบ่งจ่าย
ถ้าคุณมีสัญญาณเหล่านี้ แสดงว่าถึงเวลาต้องหยุดหรือลดการใช้ BNPL
วิธีใช้ BNPL อย่างปลอดภัย
ถ้าจำเป็นต้องใช้ BNPL ควรทำตามหนทางนี้:
1. ใช้เฉพาะของจำเป็นหรือมีคุณค่า
ใช้ BNPL สำหรับสิ่งที่จำเป็นจริงๆ หรือมีมูลค่าระยะยาว เช่น คอมพิวเตอร์สำหรับทำงาน โทรศัพท์ที่เครื่องเก่าพังจริงๆ ไม่ใช่เสื้อผ้าหรือของเล่นที่อยากได้ชั่วคราว
2. ตั้งกฎให้ตัวเอง
เช่น ใช้ได้ไม่เกิน 1 รายการต่อครั้ง หรือไม่ซื้อรายการใหม่จนกว่าจะจ่ายรายการเก่าหมดก่อน
3. คำนวณก่อนซื้อ
ดูว่าในเดือนหน้าจะมีเงินเหลือพอจ่ายหนี้ BNPL หรือไม่ อย่าลืมนับค่าใช้จ่ายอื่นๆ ด้วย เช่น ค่าเช่า ค่าอาหาร ค่าน้ำค่าไฟ
ถ้าไม่แน่ใจว่าจะมีเงินพอจ่าย ก็ไม่ควรใช้ BNPL
4. จดบันทึกทุกรายการ
ทำสเปรดชีตหรือใช้แอปฯ จดบันทึกว่าต้องจ่ายอะไรบ้าง จ่ายเมื่อไหร่ จ่ายงวดละเท่าไหร่ เหลืออีกกี่งวด
5. ตั้งเตือนการจ่าย
ตั้งแจ้งเตือนในมือถือก่อนวันจ่าย 2-3 วัน เพื่อให้มีเวลาเตรียมเงิน
6. จ่ายให้ตรงเวลาเสมอ
อย่าปล่อยให้ล่าช้าแม้แค่วันเดียว เพราะค่าปรับแพงมาก ถ้ารู้ว่าจะไม่มีเงินพอจ่าย ให้ติดต่อบริษัทก่อนถึงกำหนดจ่าย บางบริษัทอาจให้เลื่อนได้
7. หลีกเลี่ยงการใช้หลายบริการพร้อมกัน
ไม่ควรมีหนี้ BNPL จากหลายบริษัทพร้อมกัน จะทำให้สับสนและจัดการยาก
ทางเลือกที่ดีกว่า BNPL
ออมเงินก่อนซื้อ วิธีที่ดีที่สุดคือรอจนมีเงินพอค่อยซื้อ แม้จะต้องรอ แต่จะไม่มีภาระหนี้สิน
ใช้บัตรเครดิตอย่างชาญฉลาด ถ้ามีวินัยจ่ายคืนเต็มจำนวนทุกเดือน บัตรเครดิตดีกว่า BNPL เพราะได้แต้มสะสม มีการคุ้มครอง และสร้างเครดิตสกอร์ที่ดี
ซื้อของมือสอง ถ้าไม่จำเป็นต้องของใหม่ ลองมองหาของมือสองคุณภาพดี ราคาถูกกว่าและไม่ต้องกู้
ถามตัวเองว่าต้องการจริงหรือแค่อยากได้ รอ 24-48 ชั่วโมงก่อนตัดสินใจซื้อ บ่อยครั้งเราพบว่าไม่ได้ต้องการมันจริงๆ
ถ้าติดกับดัก BNPL แล้ว ทำอย่างไร?
หยุดใช้ทันที ไม่ซื้อรายการใหม่เพิ่มเติมแม้แต่รายการเดียว
รวบรวมรายการหนี้ทั้งหมด จดว่ามีหนี้อะไรบ้าง ต้องจ่ายเท่าไหร่ เมื่อไหร่
จัดลำดับความสำคัญ จ่ายรายการที่ใกล้กำหนดหรือมีค่าปรับสูงก่อน
หาทางเพิ่มรายได้หรือลดรายจ่าย เพื่อให้มีเงินพอจ่ายหนี้ให้หมดโดยเร็ว
ติดต่อบริษัทหาทางออก ถ้าจ่ายไม่ไหว ติดต่อขอผ่อนผันหรือขอเลื่อนจ่าย บางบริษัทอาจช่วยได้
ขอคำปรึกษา ถ้าจัดการเองไม่ได้ ขอความช่วยเหลือจากที่ปรึกษาทางการเงินหรือองค์กรช่วยเหลือผู้มีหนี้
สรุป
BNPL หรือ "ซื้อก่อน จ่ายทีหลัง" ดูสะดวกและน่าสนใจ แต่แฝงไปด้วยอันตรายที่อาจทำให้ติดกับดักหนี้สินโดยไม่รู้ตัว
การที่ไม่ต้องจ่ายเงินเต็มจำนวนทำให้เราใช้จ่ายง่ายขึ้น ซื้อของที่ไม่จำเป็น และมีหนี้สินเล็กๆ น้อยๆ มากมายที่เมื่อรวมกันกลายเป็นภาระใหญ่ ถ้าจ่ายช้าแม้แต่ครั้งเดียว ค่าปรับและดอกเบี้ยที่สูงลิ่วจะทำให้ปัญหายิ่งใหญ่ขึ้น
ถ้าจำเป็นต้องใช้ BNPL ต้องใช้อย่างระมัดระวัง มีวินัย จดบันทึก และจ่ายตรงเวลาเสมอ แต่วิธีที่ดีที่สุดคือออมเงินก่อนแล้วค่อยซื้อ เพื่อไม่ให้มีภาระหนี้สินเลย
จำไว้ว่า ความสะดวกชั่วคราวอาจนำมาซึ่งปัญหาระยะยาว อย่าปล่อยให้การ "ซื้อก่อนจ่ายทีหลัง" กลายเป็น "ซื้อแล้วจ่ายไม่ไหว" ค่ะ