สูงแต่รายจ่าย รายได้เท่าเดิม !
ปัญหาที่คนทำงานทุกคนรู้สึก
"ทำไมของทุกอย่างแพงขึ้น แต่เงินเดือนยังเท่าเดิม" นี่คือคำถามที่หลายคนถามตัวเองเกือบทุกวัน เมื่อก่อนเงินเดือนหมื่นนึงอาจจะพอใช้สบายๆ แต่ตอนนี้ถึงได้สองหมื่นก็ยังรู้สึกว่าไม่พอ ค่าอาหาร ค่าน้ำมัน ค่าไฟ ทุกอย่างสูงขึ้น แต่เงินที่ได้จากการทำงานกลับเพิ่มขึ้นช้ามากหรือแทบไม่เพิ่มเลย
นี่คือปัญหาที่เรียกว่า "ความไม่สมดุลระหว่างค่าครองชีพกับค่าจ้าง" หรือ Cost of Living vs. Wage Stagnation ซึ่งเป็นปัญหาเศรษฐกิจที่กำลังบีบคั้นผู้คนในหลายประเทศทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทย
ค่าครองชีพคืออะไร?
ค่าครองชีพหมายถึงเงินที่เราต้องใช้จ่ายเพื่อดำรงชีวิตในแต่ละวัน ครอบคลุมทุกอย่างตั้งแต่สิ่งที่จำเป็นพื้นฐาน เช่น อาหาร ที่อยู่อาศัย ค่าไฟฟ้า ค่าน้ำ ไปจนถึงค่าใช้จ่ายอื่นๆ เช่น ค่าเดินทาง ค่าสื่อสาร ค่ารักษาพยาบาล และค่าใช้จ่ายเพื่อความบันเทิง
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ค่าครองชีพสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ข้าวของเครื่องใช้ที่เคยซื้อได้ในราคา 20 บาท ตอนนี้อาจเป็น 30-40 บาทแล้ว ค่าเช่าบ้าน ค่าน้ำมัน ค่าไฟ ล้วนแต่ปรับขึ้นเรื่อยๆ
ปัญหาเงินเดือนที่ไม่เพิ่มตาม
ในขณะที่ค่าครองชีพสูงขึ้น เงินเดือนของคนทำงานกลับไม่ค่อยเพิ่มตามให้ทัน บางบริษัทอาจขึ้นเงินเดือนให้ปีละ 3-5% แต่ค่าครองชีพอาจสูงขึ้นถึง 7-10% ต่อปี หรือมากกว่านั้น ทำให้กำลังซื้อของเรา คือความสามารถในการซื้อสินค้าด้วยเงินที่มี ลดลงไปทุกปี
ยกตัวอย่างง่ายๆ สมมติเงินเดือนของเราคือ 20,000 บาท เมื่อ 5 ปีที่แล้ว เราซื้อของได้เต็มตะกร้า แต่ตอนนี้แม้ได้ขึ้นเงินเดือนเป็น 22,000 บาทแล้ว เราซื้อของได้น้อยกว่าเดิม เพราะราคาของทุกอย่างพุ่งสูงขึ้นมากกว่า
บางคนอาจโชคดีได้ขึ้นเงินเดือนบ้าง แต่หลายคนทำงานมาหลายปีโดยเงินเดือนแทบไม่เปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจไม่ดี หลายบริษัทอาจหยุดปรับขึ้นเงินเดือนชั่วคราว หรือปรับขึ้นในอัตราต่ำมาก
สาเหตุของปัญหา
เงินเฟ้อ เมื่อต้นทุนการผลิตสินค้าและบริการเพิ่มขึ้น ผู้ประกอบการก็ปรับราคาสินค้าขึ้นตาม ไม่ว่าจะเป็นราคาน้ำมันที่พุ่งสูง วัตถุดิบที่แพงขึ้น หรือค่าแรงงานที่เพิ่มขึ้น สิ่งเหล่านี้ส่งผลให้ราคาสินค้าที่ผู้บริโภคต้องจ่ายสูงขึ้นด้วย
ผลิตภาพแรงงานไม่เติบโตเท่าที่ควร ในบางอุตสาหกรรม การผลิตอาจไม่ได้มีประสิทธิภาพมากขึ้นเท่าที่ควร ทำให้บริษัทไม่สามารถจ่ายเงินเดือนสูงขึ้นได้มากนัก
ภาวะเศรษฐกิจโดยรวม เมื่อเศรษฐกิจชะลอตัว บริษัทต่างๆ ระมัดระวังในการใช้จ่าย การขึ้นเงินเดือนให้พนักงานจึงเป็นไปอย่างช้าๆ หรืออาจไม่ขึ้นเลย
การแข่งขันทางธุรกิจ บริษัทต้องการลดต้นทุนเพื่อแข่งขันในตลาด วิธีหนึ่งที่ทำได้ง่ายคือควบคุมค่าใช้จ่ายด้านบุคลากร ทำให้เงินเดือนไม่ค่อยเพิ่มขึ้น
พลังต่อรองของแรงงานที่ลดลง ในบางอุตสาหกรรม มีคนตกงานหรือหางานทำจำนวนมาก ทำให้พนักงานมีอำนาจต่อรองน้อยลง ไม่กล้าเรียกร้องเงินเดือนที่สูงขึ้น
ผลกระทบต่อชีวิตประจำวัน
ต้องอดออม หลายคนไม่สามารถเก็บเงินออมได้เลย เพราะเงินเดือนพอจ่ายค่าใช้จ่ายประจำวันแค่นั้น บางเดือนอาจต้องเบิกเงินออมมาใช้จ่ายด้วยซ้ำ
เครียดและกังวล กังวลว่าถ้ามีเหตุฉุกเฉินเกิดขึ้น เช่น เจ็บป่วย รถเสีย จะมีเงินรับมือหรือไม่ ความเครียดนี้ส่งผลต่อสุขภาพจิตและสุขภาพกายในระยะยาว
ต้องมีหนี้สิน เมื่อรายได้ไม่พอใช้จ่าย หลายคนต้องพึ่งพาบัตรเครดิต สินเชื่อส่วนบุคคล หรือการกู้ยืมเงินจากที่อื่น ซึ่งยิ่งทำให้ภาระหนักขึ้นเพราะต้องจ่ายดอกเบี้ย
ไม่กล้าใช้จ่าย ลังเลที่จะซื้อของที่ต้องการ เลื่อนการไปเที่ยว ไม่กล้าไปกินร้านที่ชอบ เพราะต้องประหยัดเงินให้มากที่สุด
ชะลอความฝัน ต้องเลื่อนแผนชีวิตสำคัญๆ ออกไป เช่น การแต่งงาน การมีลูก การซื้อบ้าน หรือการลาออกจากงานเพื่อทำในสิ่งที่รัก
ทางออก: มีรายได้หลายทาง
เพื่อรับมือกับปัญหานี้ หลายคนจึงหันไปหาวิธีสร้างรายได้เพิ่มเติมนอกเหนือจากเงินเดือนประจำ
งานพิเศษหลังเลิกงาน ทำงานออนไลน์ รับงานฟรีแลนซ์ ขายของออนไลน์ หรือเป็นติวเตอร์ให้กับนักเรียน
สร้างรายได้แบบพาสซีฟ ลงทุนในหุ้น กองทุน หรือสร้างคอนเทนต์ที่สามารถสร้างรายได้ในระยะยาว เช่น ทำคลิปวิดีโอ เขียนบล็อก
พัฒนาทักษะใหม่ เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ เพื่อเพิ่มมูลค่าของตัวเอง และสามารถต่อรองเงินเดือนที่สูงขึ้นได้ หรือเปลี่ยนงานไปที่จ่ายดีกว่า
สร้างธุรกิจเล็กๆ เริ่มต้นขายของที่ทำเอง รับจ้างทำงานที่ถนัด หรือเปิดร้านเล็กๆ ในช่วงสุดสัปดาห์
แม้การมีรายได้หลายทางจะช่วยบรรเทาปัญหาได้ แต่ก็มีข้อเสียคือต้องใช้เวลาและแรงกายแรงใจมากขึ้น อาจทำให้เหนื่อยล้าหรือไม่มีเวลาพักผ่อน
ทางออก: บริหารเงินอย่างเข้มงวด
นอกจากเพิ่มรายได้แล้ว การลดรายจ่ายและบริหารเงินอย่างมีประสิทธิภาพก็สำคัญมาก
จดบันทึกรายรับรายจ่าย รู้ว่าเงินไปที่ไหนบ้าง ตรงไหนที่จ่ายไปโดยไม่จำเป็น
ตัดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น ยกเลิกสมาชิกต่างๆ ที่ไม่ได้ใช้ ลดการสั่งอาหารเดลิเวอรี่ ทำอาหารเองมากขึ้น
วางแผนการใช้จ่าย แบ่งเงินเดือนเป็นส่วนๆ ตามหมวดหมู่ เช่น เงินค่าอาหาร 30% ค่าเช่า 30% เงินออม 20% ค่าใช้จ่ายอื่นๆ 20%
ซื้อของอย่างชาญฉลาด รอช่วงลดราคา เปรียบเทียบราคาก่อนซื้อ ซื้อของที่จำเป็นจริงๆ เท่านั้น
ใช้ชีวิตอย่างพอเพียง ไม่ใช้จ่ายฟุ่มเฟือย ไม่ตามเทรนด์ โฟกัสที่สิ่งที่สำคัญจริงๆ กับชีวิต
สิ่งที่สังคมควรทำ
แม้แต่ละคนจะพยายามแก้ปัญหาเท่าไหร่ แต่ถ้าระบบเศรษฐกิจและนโยบายของรัฐไม่ช่วย ปัญหาก็คงไม่หมดไป
ปรับค่าแรงขั้นต่ำให้สอดคล้องกับค่าครองชีพ ต้องมีการทบทวนและปรับอย่างสม่ำเสมอให้ทันกับความเป็นจริง
สนับสนุนการพัฒนาทักษะแรงงาน จัดอบรมหรือสนับสนุนการเรียนรู้เพื่อให้คนงานมีทักษะสูงขึ้นและได้รับค่าตอบแทนที่ดีขึ้น
ควบคุมราคาสินค้าจำเป็น ป้องกันไม่ให้ผู้ประกอบการขึ้นราคาโดยไม่มีเหตุผล
ส่งเสริมการจ้างงานที่มีคุณภาพ สร้างงานที่มีเงินเดือนดีและมีความมั่นคงให้กับคนทำงาน
สรุป
ปัญหาค่าครองชีพที่สูงขึ้นแต่เงินเดือนไม่เพิ่มตามเป็นความท้าทายใหญ่ที่หลายคนกำลังเผชิญ มันทำให้ผู้คนต้องดิ้นรนมากขึ้นเพียงเพื่อดำรงชีวิตในระดับเดิม บางคนต้องหารายได้เพิ่มจากหลายทาง บางคนต้องบริหารเงินอย่างเข้มงวดจนไม่มีเงินเหลือเก็บออม
ถึงแม้จะเป็นปัญหาที่ท้าทาย แต่ด้วยการวางแผนการเงินที่ดี การพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง และการหาทางเพิ่มรายได้ เราก็สามารถผ่านพ้นไปได้ ขณะเดียวกัน สังคมและภาครัฐก็ต้องร่วมมือกันแก้ปัญหาในระดับโครงสร้าง เพื่อให้คนทำงานมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืนค่ะ