อิสระ หรือ ความเสถียร? ศึกตัดสิน E-reader เลือก "ระบบปิด" หรือ "Android" ดีที่สุดสำหรับคุณ?
คำถามสำคัญในการเลือก E-reader ไม่ใช่เรื่องขนาดจอ แต่เป็นเรื่องของ "ระบบปฏิบัติการ" วันนี้เรามาเจาะลึกว่าการเลือกใช้ E-reader ที่เป็น "ระบบปิด" นั้นดีอย่างไร และการเลือก "ระบบเปิด (Android)" นั้นให้อิสระแก่คุณมากแค่ไหน พร้อมเปิดเผย "ข้อควรระวัง" ในฟีเจอร์เด่นๆ ของ E-reader ทุกเครื่อง!
กลุ่มระบบปิด (Closed Ecosystem): สำหรับนักอ่านที่ต้องการความเสถียรสูงสุด
E-reader กลุ่มนี้ถูกออกแบบมาเพื่อ "การอ่าน" เพียงอย่างเดียวเท่านั้น โดยมีระบบปฏิบัติการที่ปิดตัวและผูกกับร้านค้า E-book ของตัวเอง
จุดเด่น: ประสบการณ์ที่เสถียรและแบตเตอรี่ที่ทนทาน
แบรนด์ในกลุ่มนี้ (เช่น Kindle และ Kobo) มอบประสบการณ์การอ่านที่ เร็วที่สุดและเสถียรที่สุด ระบบจัดการหนังสือทำได้ง่ายดาย และที่สำคัญคือแบตเตอรี่ที่ใช้งานได้ยาวนานเป็น สัปดาห์หรือเป็นเดือน เพราะไม่มีแอปพลิเคชันอื่นรันอยู่เบื้องหลัง ทำให้เหมาะกับ นักอ่านที่ต้องการความเรียบง่าย ไม่ต้องการยุ่งยากกับการลงแอปฯ และเน้นความมั่นคงในการอ่านหนังสือเล่มเดียวจนจบ
ข้อจำกัด: ถูกจำกัดการซื้อและรองรับแอปฯ ไทย
ข้อแลกเปลี่ยนที่ต้องยอมรับคือ คุณจะถูกผูกมัดให้ซื้อ E-book จากร้านค้าของแบรนด์นั้นๆ เป็นหลัก และ ไม่สามารถติดตั้งแอปฯ E-book ของสำนักพิมพ์ไทย หรือแพลตฟอร์มอื่นๆ ได้ ทำให้กลุ่มนี้เหมาะกับนักอ่านที่เน้นซื้อหนังสือจากร้านค้าหลักของโลกอย่าง amazon เป็นประจำเท่านั้น
กลุ่มระบบเปิด (Android E-reader): อิสระในการเข้าถึงคลังหนังสือไทย
E-reader กลุ่มนี้ใช้ระบบปฏิบัติการ Android ที่เราคุ้นเคย ทำให้มีความยืดหยุ่นสูง สามารถปรับแต่งและติดตั้งแอปพลิเคชันเสริมได้เหมือนโทรศัพท์มือถือ
จุดเด่น: อิสระในการเข้าถึงคลังหนังสือไทยและการจดโน้ต
ความดีงามของระบบ Android คือการเข้าถึง Google Play Store ได้อย่างสมบูรณ์ ทำให้คุณสามารถ ลงแอปฯ อ่านหนังสือของไทยได้ทุกค่าย (เช่น MEB, Naiin) ได้โดยตรง นอกจากนี้ยังมีรุ่นที่มีฟังก์ชัน จดโน้ตด้วยปากกา (Stylus) สำหรับผู้ที่ต้องการใช้งานด้านการเรียนหรือการทำงานที่ต้องจัดการไฟล์ PDF หรือเอกสารวิชาการพร้อมกับการเขียน
ความแตกต่างภายในกลุ่ม Android (BOOX, Meebook, Bigme)
เน้นนวัตกรรมและฟีเจอร์พรีเมียม (เช่น BOOX และ Bigme): แบรนด์เหล่านี้จะออกรุ่นที่มีเทคโนโลยีจอ E-Ink ล้ำสมัยก่อนใคร เช่น จอสี E-Ink หรือจอขนาดใหญ่พิเศษสำหรับอ่าน PDF พร้อมฟังก์ชันการจดโน้ตและการแปลภาษาที่ครบเครื่อง
เน้นความคุ้มค่า (เช่น Meebook): เป็นทางเลือกที่ย่อมเยาลงมา มอบฟังก์ชัน Android ที่จำเป็นต่อการลงแอปฯ ไทยครบถ้วน ในราคาที่สบายกระเป๋ากว่า โดยอาจจะไม่ได้มีฟีเจอร์การจดโน้ตหรือจอสีที่ล้ำสมัยเท่ากลุ่มพรีเมียม
ข้อควรระวังในการเลือก E-reader (กับดักที่คุณต้องรู้!)
เมื่อ E-reader เริ่มเพิ่มฟีเจอร์ที่ซับซ้อนเข้ามา สิ่งที่คุณต้องพิจารณาอย่างถี่ถ้วนมีดังนี้:
ความหน่วงของการจดโน้ต (Latency): แม้เทคโนโลยีจะพัฒนาไปมาก แต่ความหน่วงของเส้นที่ตามปากกา ยังคงมีอยู่ และ ไม่สามารถเร็วเท่าแท็บเล็ต LCD/OLED ได้ ดังนั้น หากคุณต้องการความเร็วสูงสำหรับการจดโน้ต ควรทดลองสัมผัสของจริงก่อนตัดสินใจ
ลำโพงมีไว้ฟัง Audiobooks เท่านั้น: ฟีเจอร์ลำโพงที่ติดมากับเครื่องมีคุณภาพเสียงที่ไม่สูง ไม่เหมาะกับการฟังเพลง แต่มีไว้เพื่อ ฟัง Audiobooks หรือใช้ฟังก์ชัน Text-to-Speech (ให้อ่านออกเสียงหนังสือให้ฟัง) เป็นหลักเท่านั้น
ความสำคัญของแสงโทนอุ่น: E-reader รุ่นใหม่มีระบบปรับแสงได้ทั้งโทนอุ่นและเย็น คุณควรใช้แสงโทนอุ่น (Warm Light) เมื่ออ่านในที่มืดหรือก่อนนอน เพราะแสงสีฟ้า (โทนเย็น) ยังคงกระตุ้นให้ร่างกายตื่นตัวได้ ถึงแม้จะมาจากจอ E-Ink ก็ตาม และควรระวังรุ่นราคาประหยัดที่อาจมีปัญหาเรื่องแสงไฟไม่สม่ำเสมอหรือไม่มีไฟมาด้วยเลย